Brisbane for first timer เที่ยวแรกสู่มหานคร ‘บริสเบน’

ความสนุกเล็กๆ ของการบินกลางคืน คือความรู้สึกแปลกที่เมื่อได้ตื่นมาอยู่อีกส่วนหนึ่งของโลก

ณ เวลา 8 โมงกว่าๆ ยามเช้า เบื้องล่างของเราคือแผ่นดินเวิ้งว้างสีแดงส้มสุดลูกหูลูกตาที่ชาวออสเตรเลียเรียกกันว่า Outback ตัดกับมหาสมุทรสีน้ำเงินเข้มอันไพศาลของซีกโลกใต้ และปลายทางของเราก็คือเมือง ‘บริสเบน’ ประเทศออสเตรเลีย

เมื่อเอ่ยถึงออสเตรเลีย โดยมากคนจะนึกถึงแค่ซิดนีย์กับเมลเบิร์น เราเองก็เช่นกัน สิ่งแรกและสิ่งเดียวที่เรารู้จักเกี่ยวกับเมืองนี้ก่อนมา คือ Last Dinosaurs วงดนตรีอินดี้เล็กๆ จากบริสเบนที่โด่งดังขึ้นมาในช่วงปี 2012 จนสร้างความสนใจให้เราปักหมุดบริสเบนเป็นอีกหนึ่งเมืองในออสเตรเลียที่อยากมาเยือนและลองทำความรู้จักสักครั้ง

Tips 1: ระหว่างไฟลท์ให้ฟังอัลบั้ม In a Million Years ของ Last Dinosaurs เพื่อเป็น Intro ให้กับทริปที่กำลังจะเริ่มต้นขึ้น เพลงเช่น Honolulu, Time & Place และ Zoom เข้ากับบรรยากาศของบริสเบนมากๆ

‘บริสเบน’ เป็นเมืองใหญ่อันดับ 3 ของประเทศออสเตรเลียและยังเป็นประตูสู่รัฐควีนส์แลนด์ รัฐที่มีพื้นที่ชายฝั่งหลายร้อยกิโลเมตรเลียบขนานกับ Great Barrier Reef แนวปะการังที่ใหญ่ที่สุดของโลกในมหาสมุทรแปซิฟิก ซึ่งหากจะพูดว่าท้องทะเลแถบนี้มีชื่อเสียงที่สุดในโลกก็คงไม่ไกลความจริงเท่าไหร่นัก

รัฐควีนส์แลนด์ถูกยกให้เป็น Sunshine State ของประเทศเนื่องด้วยลมฟ้าอากาศที่ปลอดโปร่งแดดดีแทบจะตลอดทั้งปี ซึ่งเมืองบริสเบนที่มีวันแดดดีเฉลี่ย 283 วันต่อปีก็รั้งตำแหน่งเมืองแดดดีอันดับ 1 ในออสเตรเลียเสมอมา ชื่ออันแสนเจิดจ้าของเมือง Sunshine Coast และ Gold Coast สวรรค์ของเหล่านักเสิร์ฟที่ประกบบริสเบนอยู่ทางเหนือและใต้ คงบ่งบอกถึงความแจ่มใสของเมืองชายฝั่งแถบนี้ได้เป็นอย่างดี

Aussie’s Brissie

ตัวเมืองบริสเบนให้ความรู้สึกคล้ายเพลงของ Last Dinosaurs ที่เต็มไปด้วยสีสันแต่ในขณะเดียวกันก็เรียบง่าย มีความเอื่อยเฉื่อยสบายๆ ไม่รีบเร่งร้อนรนนัก ชาวบริสเบนประกอบไปด้วยคนหลากหลายด้วยเชื้อชาติ (เช่นเดียวกับสมาชิกวง) พลุกพล่านแต่ไม่ถึงกับแออัด บริเวณ Queen Street Mall แหล่งช้อปปิ้งใจเมืองคือศูนย์รวมของทุกคน ที่เหมาะจะเป็นจุดเริ่มต้นในการเตร็ดเตร่ทำความรู้จักเมืองนี้ให้มากขึ้นอีกหน่อย และเราก็สามารถเริ่มออกสำรวจบริสเบนกันได้ตั้งแต่เช้าตรู่เลยทีเดียว

บริสเบน

ชาวบริสเบนหลงใหลในกาแฟและวัฒนธรรม brekkie ไม่แพ้คนออสซี่เมืองอื่นๆ คาเฟ่ในตัวเมืองเริ่มเสิร์ฟอาหารเช้าแข่งกับแสงแรกกันตั้งแต่ 6 โมง ซึ่งเหมาะมากสำหรับนักท่องเที่ยวที่ชอบเริ่มวันเร็ว โดยเฉพาะคนที่ไม่สามารถฟังก์ชั่นได้ถ้ายังไม่ได้ดื่มกาแฟซักแก้ว คาเฟ่แบรนด์ดังอย่าง The Coffee Club ที่เห็นได้แทบทุกย่านหลักในเมือง (และมีสาขาในไทย) ถูกก่อตั้งขึ้นที่นี่ด้วยไอเดียของชาวบริสเบนที่อยากหาที่นั่งดื่มกาแฟแม้ยามดึก ทำให้บริสเบนเป็นเมืองที่คอกาแฟสามารถคาเฟ่ฮอปปิ้งกันได้แทบจะทั้งวันทั้งคืน

บริสเบนมีบรรยากาศแบบคู่ขนานที่ก้ำกึ่งแต่มีเสน่ห์เฉพาะตัว แวบหนึ่งเราจะรู้สึกเหมือนกำลังอยู่เมืองตากอากาศ แล้วอีกแวบหนึ่งก็จะเปลี่ยนมารู้สึกแบบมหานคร เมื่อขึ้นไปชมทิวทัศน์มุมสูงจากยอดสะพาน Story Bridge จะเห็นว่าบริสเบนเป็นเมืองที่ใกล้ชิดธรรมชาติ มีทิวเขาโอบล้อมอยู่ไม่ไกลและยังใกล้มหาสมุทรระดับที่ชาวเมืองมีเรือส่วนตัวเป็นพาหนะ เราสามารถเห็นคนพายเรือคายัคกันในแม่น้ำกลางเมืองหรือเจอคนแต่งตัวแบบพร้อมจะไปเที่ยวทะเลตลอดเวลาตามย่านช้อปปิ้งได้ ซึ่งไม่ใช่ภาพแปลกอะไรของบริสเบน

ย่านที่อยู่อาศัยในเขตเมืองยังเต็มไปด้วยบ้านคลาสสิคสไตล์ Queenslander ซึ่งเป็นเรือนไม้สองชั้นล้อมระเบียงใต้หลังคาและมีบันไดหน้าเป็นทางเข้า ที่หน้าตาย้อนยุคและดูละม้ายคล้ายบ้านตากอากาศหัวหินสมัยรัชกาลที่ 5 ของเรา ในขณะที่ย่าน CBD ใจกลางเมืองก็เต็มไปด้วยตึกระฟ้าและอาคารสมัยใหม่ที่ถูกใช้เป็นสถานที่ถ่ายทำแทนฉากนิวยอร์กใน Thor Ragnarok ได้เลยทีเดียว

บริสเบน

ศูนย์กลางเมืองบริสเบนมี public space ขนาดใหญ่เลียบฝั่งใต้ของแม่น้ำบริสเบนชื่อ South Bank Parklands เป็นแหล่งกิจกรรมของชาวเมือง มีทั้งสวนสาธารณะ ทะเลเทียม (Street Beach) ร้านอาหารวิวดี และยังมีพื้นที่ริมน้ำตรง River Quey Green ที่สามารถไปปิกนิกแบบ BYO (นำอาหารหรือเหล้าไวน์มากินเองได้) อีกด้วย

ใกล้กันคือพื้นที่ศูนย์วัฒนธรรมเมืองบริสเบน ที่ประกอบไปด้วย Gallery of Modern Art (GOMA), Queensland Performing Arts Centre (QPAC), State Library of Queensland (SLQ) ที่มีนิทรรศการและงานแสดงน่าสนใจหมุนเวียนมาจัดตลอดทั้งปี

เราสามารถท่องเที่ยวสัญจรไปตามแม่น้ำบริสเบนได้ง่ายๆ ด้วยเรือโดยสารที่ชื่อว่า CityCat ซึ่งการมองหาท่าเรือนั้นก็ไม่ยาก เพราะเหล่าสถานี Brisbane Ferry Terminal ที่ถูกออกแบบมาเพื่อรับมือน้ำท่วมโดยเฉพาะนั้นมีดีไซน์ที่โดดเด่นเตะตาเอามากๆ จนไปชนะรางวัลด้านการออกแบบสถาปัตยกรรมมาแล้วหลายเวที

The Island of Sand

บริสเบนถือเป็นหนึ่งในเมืองที่โตเร็วที่สุดของออสเตรเลียในหลายด้าน รวมถึงการท่องเที่ยว ห่างจากตัวเมืองออกมาไม่ไกลมีพื้นที่ซึ่งบริสเบนกำลังสร้างท่าจอดเรือสำราญขนาดใหญ่เพื่อเตรียมใช้เป็นศูนย์กลางการเดินทางทางทะเลแห่งใหม่ ที่จะเชื่อมต่อเมืองท่องเที่ยวในแปซิฟิกใต้ให้มีสีสันยิ่งขึ้น

ทะเลแถบบริสเบนมีทั้งชายหาดและหมู่เกาะให้เลือกเที่ยวได้หลากหลาย เชื่อว่าต่อให้คนบ้านเราชินกับทะเลแค่ไหน ก็คงนึกบรรยากาศของเกาะขนาดใหญ่ที่เกิดขึ้นมาจากทรายทั้งเกาะ แถมยังมีผืนป่าเติบโตอยู่บนทรายไม่ออก เกาะทรายที่ใหญ่ที่สุดในโลก 3 อันดับแรกอยู่ที่รัฐควีนส์แลนด์ทั้งหมด และ 2 จาก 3 ก็ตั้งอยู่นอกชายฝั่งเมืองบริสเบนไปเพียง 40 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทาง 70 นาที จากตัวเมืองก็สามารถย้ายตัวเองมาอยู่บนเกาะสวรรค์ซึ่งเป็นบ้านของสัตว์ทะเลน้อยใหญ่มากมาย

เกาะมอร์ตันเป็นเกาะทรายที่ใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลกและยังเป็นอุทยานแห่งชาติที่ชาวออสซี่นิยมเดินทางมาพักผ่อนตากอากาศกัน ศูนย์กลางของเกาะมอร์ตันคือ Tangalooma Island Resort ซึ่งมีกิจกรรมมากมายให้ผู้มาเยือนได้สัมผัสธรรมชาติและศึกษาสัตว์ทะเลกันแบบใกล้ชิด ตั้งแต่กิจกรรมทางบก เช่น hiking สำรวจป่า และการสไลด์บอร์ดทะเลทราย (sand toboggan) ไปจนกิจกรรมทางน้ำ เช่น พายเรือคายัคไปดำน้ำสำรวจซากเรือรบ นั่งเรือชมวาฬ และไฮไลท์ของที่นี่ การให้อาหารโลมาซึ่งใช้ชีวิตตามธรรมชาติอยู่ในทะเลแถบนี้ที่จะแวะเข้ามาที่หาดทุกคืน

“ที่นี่โลมามีสิทธิเลือก” เจ้าหน้าที่ Eco Ranger เล่าให้พวกเราฟังว่าเขาจะใช้วิธีสื่อสารกับเหล่าโลมาด้วยการหย่อนก้อนอิฐลงไปในน้ำเพื่อเรียก เพียงแค่นั้นฝูงโลมาที่อยู่ห่างออกไปหลายกิโลก็จะรับรู้ได้เอง ส่วนจะมาหรือไม่นั้น ก็ขึ้นอยู่กับตัวโลมาเอง (ซึ่งปกติก็จะมาเสมอ)

ประสบการณ์ที่โลมาเลือกจะเข้ามาหาเราเองนั้นให้ความรู้สึกที่แตกต่างกับการไปดูโลมาตามสวนน้ำที่ถูกจับมากักขังให้เราถ่ายรูปคู่โดนสิ้นเชิง การก้าวลงไปยืนในน้ำครึ่งตัวเพื่อเสนออาหารให้โลมาในบ้านของมันเอง ให้ความรู้สึกราวกับว่าเราเป็นเพื่อนบ้านหน้าใหม่ที่กำลังเข้าไปแนะนำตัวขอผูกมิตร (ด้วยอาหาร) อย่างไรอย่างนั้น แต่ไม่ต้องห่วงว่ามนุษย์จะไปรบกวนพฤติกรรมการกินของโลมามากจนเกินไป เพราะเจ้าหน้าที่ Eco Ranger นั้นคอยควบคุมระยะเวลาและจำกัดจำนวนอาหารที่ให้ได้อย่างเคร่งครัดมากทีเดียว

Tips2: การเล่นสไลด์บอร์ดทะเลทราย (sand toboggan) ลงจากเนินทรายอันสูงชันของเกาะมอร์ตันนั้นอาจมีความเร็วถึง 40-50 กิโลเมตรต่อชั่วโมงจนคุณอยากกรี๊ดออกมา แต่เคล็ดลับของการสไลด์ให้สนุก คือ ‘อย่าอ้าปาก’

Aww, Hug, Repeat

ชาวบริสเบนมีคาแรกเตอร์เป็นคนง่ายๆ สบายๆ แต่เรื่องที่ชาวบริสเบนเอาจริงเอาจังมากๆ คือการอนุรักษ์ธรรมชาติ การให้ความสำคัญกับการอยู่ร่วมกับธรรมชาติดูจะเป็นนิสัยร่วมของคนที่นี่ นอกจากการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ทางทะเล บริสเบนยังเป็นบ้านของศูนย์อนุรักษ์พันธุ์โคอาล่าที่ใหญ่ที่สุดของออสเตรเลียและของโลก ที่ตั้งอยู่ห่างจากตัวเมืองเพียง 20 นาที และแน่นอนว่าที่นี่อนุญาตให้เราอุ้มโคอาล่าได้!

Lone Pine Koala Sanctuary อาจดูภายนอกเหมือนสวนสัตว์ทั่วไป แต่ที่นี่คือศูนย์วิจัยที่ตั้งขึ้นมาเพื่อช่วยเหลือและศึกษาโคอาล่าอย่างใกล้ชิด เจ้าหน้าที่ศูนย์นั้นเอาใจใส่เรื่องสวัสดิภาพของโคอาล่าเป็นอันดับหนึ่ง ถ้าโคอาล่าตัวไหนดูเริ่มเหนื่อยหรือไม่อยู่ในอารมณ์จะถ่ายรูป เจ้าหน้าที่ก็จะพาโคอาล่าตัวนั้นไปพักทันที แล้วเปลี่ยนตัวใหม่เข้ามาต้อนรับเราแทน ทำให้เราแน่ใจได้ว่าเราไม่ได้กำลังทำร้ายโคอาล่าโดยไม่ได้ตั้งใจอยู่

Tips3: Think like a tree! การถ่ายรูปกับโคอาล่านั้น คุณจะมีเวลาเพียงไม่กี่นาทีเท่านั้น ถ้าคุณหลุกหลิกไม่นิ่งพอโคอาล่าอาจจะไม่ยอมเกาะคุณ ให้นึกว่าตัวเองเป็นต้นไม้ที่ยืนต้นไม่ไหวติง โคอาล่าจะกอดคุณอย่างมั่นใจ!

เชื่อว่าหลายคนที่ยังไม่คุ้นเคยกับบริสเบนคงเห็นภาพกันมากขึ้นบ้างแล้ว บริสเบนนั้นกำลังเติบโตและยังมีอะไรอีกมากมายที่รอให้คุณเข้าไปทำความรู้จักด้วยตัวเอง ประตูสู่รัฐควีนสแลนด์กำลังเปิดต้อนรับทุกคนอยู่ และการเดินทางมาตอนนี้ก็ง่ายยิ่งขึ้นด้วยสายการบิน Air Asia ที่ได้เปิดเส้นทางใหม่บินตรงจากดอนเมืองสู่บริสเบน 4 เที่ยวบินต่อสัปดาห์ ไม่ว่าจะโคอาล่า โลมา หรือหาดทรายสายลมคุณก็สามารถลัดฟ้าไปสัมผัสด้วยตัวเองได้ง่ายยิ่งกว่าเดิมแล้ววันนี้

Magazine made for you.