Now Reading:

อยู่ดีกินดีที่ “ไปดีมาดี”

ไม่รู้ว่าคุณชอบอ่าน “ชื่อเล่น” ของตรอกซอกซอยต่างๆ เหมือนเรารึเปล่า แต่เรารู้สึกอย่างหนึ่งว่าเสน่ห์ของซอยต่างๆ ที่มีชื่อจริงเป็นชื่อถนนกำกับท้ายด้วยตัวเลขอย่างเป็นทางการ อย่างสุขุมวิท 31 นั้นกลับฟังดูไม่น่ารักหรือเป็นมิตรเท่ากับซอยสวัสดี หรือแม้แต่ซอยขนาดเล็กที่อยู่ก่อนถึงซอยสุขุมวิท 55 หรือทองหล่อเพียงนิดเดียวอย่างสุขุมวิท 53 ก็มีชื่อที่เชื้อเชิญให้เราอยากไปๆ มาๆ ในซอยนั้นบ่อยๆ เพราะที่แห่งนี้มีชื่อว่า “ไปดีมาดี”

แม้จะมีคนเก่าคนแก่ชาวสุขุมวิทแย้งให้ฟังว่า แท้ที่จริงแล้วชื่อเรียกขานสุขุมวิท 53 คือ มาดีไปดี เพราะในอดีต ถนนเส้นเล็กสายนี้เป็นเขตปลอดอาชญากรรมโดยสิ้นเชิง เนื่องจากเป็นที่ตั้งของบ้านอธิบดีกรมตำรวจในสมัยหนึ่ง ชาวบ้านจึงเรียกซอยนี้ว่ามาดีไปดี ก่อนจะกลายเป็นไปดีมาดีตั้งแต่เมื่อไรมิอาจทราบได้ แต่ไม่ว่าจะถูกเรียกขานว่าอะไร เสน่ห์ที่แท้จริงของที่นี่นอกจากจะเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยที่สงบ ร่มรื่น ปลอดภัย มีความเป็นส่วนตัวแล้ว ยังเป็นทำเลที่ซ่อนร้านเด็ดของดีระดับพรีเมียมไว้อย่างหลากหลาย ชนิดที่คุณไม่สามารถใช้เวลาเพียงวันเดียวในการสำรวจที่นี่ได้ครบถึงแก่น หากต้องมาซ้ำอีกหลายๆ ครั้งจึงจะเสพซึ้งถึงเสน่ห์ที่ใหญ่เกินตัวของถนนสายเล็กแห่งนี้

Maison Eric Kayser

ชื่อเสียงของ Eric Kayser อาจจะยังไม่เป็นที่รู้จักแพร่หลายในเมืองไทย แต่สำหรับในฝรั่งเศส กรีซ ญี่ปุ่น เกาหลี ไต้หวัน และฮ่องกงแล้ว ชื่อของหนุ่มปารีเซียงคนนี้เป็นที่รู้จักในฐานะคนทำขนมปัง Sourdough ฝีมือดี ที่ได้รับการสืบทอดวิชาก้นเตาอบแบบรุ่นสู่รุ่นจากบรรพบุรุษมานานกว่า 4 ชั่วอายุคน ดังนั้น การมาเปิดสาขาแรกในกรุงเทพฯ ของเอริก จึงเป็นโอกาสอันดีที่ทำให้เราได้มีโอกาสลิ้มรสขนมอบระดับตำนานกับเขาบ้าง

เรียบง่ายตามสไตล์ฝรั่งเศสคือบรรยากาศภายในร้าน Maison Eric Kayer การตกแต่งด้วยไม้โทนสีอ่อนของตัวร้านเข้ากันเป็นอย่างดีกับสีสันของขนมปังประเภทต่างๆ ที่จัดวางเรียงรายให้ลูกค้าบรรจงเลือกได้ตามชอบใจ ซิกเนเจอร์ที่ยังไงก็ต้องชิมให้ได้เห็นจะเป็น Baguette Monge ขนมปังบาแก็ตสัญลักษณ์แห่งแดนน้ำหอม เทกส์เจอร์กรอบนอกนุ่มใน มีฟองอากาศปรากฏแทรกในเนื้อขนมปังอยู่พราวพราย เป็นหลักฐานบ่งชี้ถึงกรรมวิธีการหมักยีสต์ให้ขึ้นตามธรรมชาตินานกว่า 24 ชั่วโมง ก่อนนำเข้าเตาอบได้เป็นอย่างดี


ทั้งนี้ ขนมปังบ้านเขา ก็เหมือนข้าวสวยบ้านเรา ขนมปังดี นำไปกินกับอะไรก็อร่อย จะปาดกินกับเนย แยม หรือน้ำมันมะกอก ก็อร่อยโดยทั่วกัน

ที่อยู่: ระหว่างทองหล่อซอย 3 และ 5 สุขุมวิท 55 โทร 02-712-9070
เปิดบริการทุกวัน เวลา 07.30 – 22.00 น.

ARROZ

หลังจากที่เชฟ Victor Burgos ปลุกปั้น Thyme: Eatery & Bar ให้กลายเป็นร้านอาหารสเปนสุดฮอตประจำย่านพระรามสามเป็นที่เรียบร้อย เขาก็เขยิบมาอยู่เบื้องหลังงานครัวที่ห้องอาหาร “อารอส” ต่อทันที คราวนี้เขาเลือกหยิบจับเอาประสบการณ์จากบ้านเกิดในเมือง Valladodid ทางตอนเหนือของกรุงแมดริด ประเทศสเปน ที่ขึ้นชื่อเรื่องไวน์เป็นพิเศษ มาเป็นกิมมิกหลักประจำร้านนี้ ด้วยการสรรหาไวน์ลิสต์หลายร้อยรายการมาไว้ที่ร้าน เพื่อใช้เป็นโจทย์ตั้งต้นในการปรุงเมนูต่างๆ ให้เข้ากับไวน์ทุกชนิด ทำให้ที่นี่มีอาหารจากทั่วทุกภูมิภาคของสเปนให้คุณเลือกชิม ไล่มาตั้งแต่อาหารทานเล่นประจำชาติอย่าง Jamon Iberico แฮมคุณภาพดีที่สุดในโลกที่มีความโดดเด่นด้วยเทกส์เจอร์ที่เหนียวนุ่ม และรสชาติที่เค็มแบบกลมกล่อม กินคู่ขนมปัง แล้วจิบไวน์ตามให้ลื่นคอ

และแน่นอนว่าเมนูที่ห้ามพลาดก็คือ บรรดาข้าวอบและข้าวผัดสไตล์สเปน สมกับความหมายของชื่อร้านที่แปลว่า ข้าว โดยจานที่เด่นสุดๆ ต้องยกให้ Black Creamy Rice, Monkfish Cheek ที่แม้จะคล้ายรีซอตโตของอิตาลี แต่มีความครีมมี่กว่าหลายเท่านัก ด้วยความเข้มข้นจากการใช้น้ำสต็อกจากข้าวเคล้าสีดำจากหมึกและเนื้อปลาหมึกเล็กน้อย เพื่อเพิ่มรสสัมผัสกรุบๆ เวลาเคี้ยว จุใจด้วยเนื้อปลากะพงชิ้นใหญ่ให้แกล้มกินในสัดส่วนที่พอดีกัน


ที่อยู่: สุขุมวิท 53 โทร 02-258-7696 facebook.com/arrozbkk
เปิดบริการวันอังคาร – วันศุกร์ เวลา 17.30 – 22.00 น. วันเสาร์และวันอาทิตย์ เวลา 11.30 – 14.30 น. และเวลา 17.30-22.30 น. ปิดวันจันทร์

Bacco – Osteria da Sergio

หนึ่งในสิ่งที่บ่งชี้ว่าทำไมห้องอาหารอิตาเลียนที่ชื่อ “แบ็คโค” แห่งนี้ จึงได้รับการบอกต่อปากต่อปากเสมอมา ก็คือ คำว่า Osteria ที่กำกับเคียงข้างชื่อของเชฟใหญ่ประจำร้านอย่าง Sergio Forte นั่นเอง

เพราะในบรรดาหมวดหมู่ของร้านอาหารอิตาเลียน ที่มีทั้งหรูเลิศอลังการอย่าง Ristorante ที่วางมีดส้อมเรียงรายขนาบซ้ายขวาบนผ้าปูโต๊ะสีขาวทีเรียบตึง หรือลดระดับความเป็นทางการลงมาหน่อยอย่าง Trattoria ก็เห็นจะมี Osteria นี่แหละ ที่เป็นมิตรกับแขกผู้มาเยือนมากที่สุด ถ้าจะเปรียบให้เห็นภาพก็เหมือนกับร้านที่เสิร์ฟอาหารตำรับรสมือแม่ หรือตกแต่งร้านในบรรยากาศราวกับเรากำลังไปกินข้าวบ้านเพื่อน ซึ่งที่แบ็คโคก็เป็นเช่นนั้น เพราะนอกจากเชฟเซอร์จิโอจะลงมือคุมงานครัวเองทุกกระเบียดนิ้ว จนได้อาหารอิตาเลียนรสดั้งเดิมทุกจานแล้ว ยังออกมาต้อนรับขับสู้แขกด้วยตัวเองเสมอ ยิ่งคนอิตาเลียนเองขึ้นชื่อเรื่องอุปนิสัยเฮฮา รักสนุก และเป็นกันเองอยู่แล้ว การได้มากินอาหารที่นี่จึงไม่ใช่แค่ได้อิ่มอร่อยกับพาสต้าดี พิซซ่าเด็ด ไวน์รสเลิศ แต่การได้รับบริการแสนเป็นกันเองที่สุดจากทั้งตัวเจ้าของร้านและบริกรทุกคน คือสิ่งที่ใครต่อใครบอกต่อนั่นเอง


ที่อยู่: สุขุมวิท 53 โทร 02-662-4538 www.bacco-bkk.com
เปิดบริการ วันจันทร์ – วันศุกร์ เวลา 11.30-14.30 น. และเวลา 17.30-24.00 น. วันเสาร์และวันอาทิตย์ เวลา 11.20-24.00 น.

Organika House

บอกลาความจอแจของถนนสุขุมวิท แล้วค่อยๆ ให้บรรยากาศแสนสงบร่มรื่นของคาเฟ่และสปาแห่งนี้โอบล้อมตัว ซึ่งทุกรายละเอียดของการตกแต่งภายใน ออร์แกนิก้า เฮ้าส์ ทำหน้าที่ไม่ต่างอะไรกับโอเอซิสใจกลางเมืองใหญ่ ทั้งรูปแบบของความเป็นกลาสเฮ้าส์ เปิดโล่งรับแสงแดดที่สาดส่องทั่วถึงทุกตารางนิ้ว แต่กลับไม่ทำให้รู้สึกร้อนหรือแสบตา เพราะมีสีเขียวของเฟิร์น ไม้ประดับนานาชนิด รากไม้ และเถาวัลย์พันเกี่ยวเลี้ยวลด ช่วยกรองความเจิดจ้าให้ละมุนสายตายิ่งขึ้น


ที่นี่เป็นทั้งคาเฟ่และสปาแบบครบวงจร โดยต่อยอดมาจากช้อปขายผลิตภัณฑ์ประทินผิวภายใต้ชื่อแบรนด์เดียวกันของนักแสดงสาว ศรีริต้า เจนเซ่น ที่ทั้งชอบประทินโฉมและชิมอาหารอร่อย เธอจึงรวบหัวรวบท้ายจับทั้งคาเฟ่และสปามาไว้ในที่เดียวกันเสียเลย ทำให้ในระหว่างที่คุณกำลังรออาหารมื้ออร่อย (เน้นเมนูสุขภาพเป็นหลัก) มาเสิร์ฟ ก็สามารถเลือกดูมอยซ์เจอไรเซอร์ น้ำมันบำรุงผิว หรือเลือกทรีทเมนต์สำหรับทำสปาไปพลาง เช่นเดียวกับถ้าคุณเพิ่งออกจากห้องสปามาหมาดๆ แล้วอยากจิบเครื่องดื่มเย็นๆ เรียกความสดชื่นสักแก้ว ก็มองหาเมนูที่ถูกใจได้จากคาเฟ่ออร์แกนิก้าเช่นกัน


ที่อยู่: ชั้น 6 ตึก A โครงการพิมาน 49 สุขุมวิท 49 โทร 02-665-1899 www.organikahouse.com
เปิดบริการทุกวัน เวลา 10.00 – 21.00 น.

Maison de la Truffe

ภาพบรรยากาศของ “บ้านแห่งทรัฟเฟิล” ณ ปัจจุบัน ซึ่งมีสถานะเป็นถึงร้านอาหารฝรั่งเศสสุดหรูติดอันดับโลก ดูจะห่างไกลลิบลับกับจุดเริ่มต้นของการเป็นเพียงร้านขายของชำเล็กๆ ในกรุงปารีส เมื่อ ค.ศ. 1932 ที่ดำเนินกิจการมาเรื่อยๆ จนเริ่มขยับขยายมาจำหน่ายอาหารชั้นเลิศตำรับไฟน์ ไดน์นิ่ง ตั้งแต่ค.ศ. 1978 เรื่อยมา เอกลักษณ์เด่นที่สุดเห็นจะเป็นการคัดสรรเห็ดทรัฟเฟิล ซึ่งเป็นวัตถุดิบเลอค่าและหายากประจำถิ่น มาเป็นส่วนผสมในหลากหลายเมนูจนกลายเป็นจานเด่นซิกเนเจอร์ ที่ใครๆ ก็ต้องดั้นด้นมาลิ้มรสให้จงได้ จนกระทั่งในปี 2007 เครือ Kaspia Group ได้เข้าซื้อกิจการ ทำให้ชื่อเสียงของ Maison de la Truffe โด่งดังในระดับโลก ด้วยจำนวนสาขาเพียง 3 แห่ง และมีเพียงกรุงเทพฯ เท่านั้นที่เป็นเพียงสาขาแรกและสาขาเดียวในเอเชีย ที่ “บ้านแห่งทรัฟเฟิล” ไว้วางใจมาปักหลักเสิร์ฟอาหารฝรั่งเศสต้นตำรับที่นี่

มาตรฐานของ Maison de la Truffe ถูกรักษาเอาไว้เป็นอย่างดี โดยเชฟชาวฝรั่งเศสที่เดินทางมาคุมทุกรายละเอียดของงานครัวด้วยตนเอง เพื่อไม่ให้รสชาติอาหารผิดเพี้ยนไปจากรสชาติดั้งเดิม เพิ่มเติมด้วยการบรรจงคัดสรรทรัฟเฟิลชั้นดีทั้งชนิดขาวและดำมาเป็นวัตถุดิบหลัก ท่ามกลางลิสต์รายการอาหารหลายอย่าง หากคุณสั่งเมนูที่มีทรัฟเฟิลเป็นส่วนผสมหลัก บริกรจะมาทำการฝานและฝนทรัฟเฟิลสดให้ถึงโต๊ะ ซึ่งคุณสามารถกำหนดปริมาณทรัฟเฟิลได้ตามต้องการ ส่วนถ้าใครหลงใหลกลิ่นและรสของทรัฟเฟิลมากเป็นพิเศษ สามารถเติมน้ำมันมะกอกที่มีส่วนผสมของน้ำมันเห็ดทรัฟเฟิล ซึ่งวางประจำไว้ให้ทุกโต๊ะ เติมความหอมของเห็ดหายากชนิดนี้ได้ตามต้องการ


ที่อยู่: ซอยทองหล่อ 9 โทร 02-054-5422 เปิดบริการทุกวัน เวลา 11.00 – 14.00 น. และเวลา 17.00 – 24.00 น.

โบ.ลาน (Bo.lan)

ร้านอาหารไทยพรีเมียมที่ปรุงเมนูไทยโบราณบ้าง ร่วมสมัยบ้างประสมกันไป บริหารจัดการโดย เชฟโบ – ดวงพร ทรงวิศวะ เชฟหญิงที่ดีที่สุดแห่งเอเชีย ประจำพ.ศ. 2556 ที่จับมือกับหุ้นส่วนชีวิตอย่าง เชฟดิลลัน โจนส์ (Dylan Jones) ชวนกันไปเดินตลาดเช้า จับจ่ายหาซื้อวัตถุดิบสดใหม่ประจำฤดูกาลไม่ซ้ำกันแต่ละวันมานานเกือบ 10 ปีแล้ว ตั้งแต่ครั้งเปิดร้านโบ.ลาน ในซอยสุขุมวิท 26 จนย้ายมาประจำการ ณ ซอยไปดีมาดีแห่งนี้ โดยหลังจากเลือกซื้อวัตถุดิบดีๆ ได้ครบดั่งใจ ทั้งคู่ก็บรรจงหยอดความคิดสร้างสรรค์ลงไปในกระบวนการต้ม ยำ ทำแกง โดยประยุกต์ให้เข้ากับสูตรอาหารไทยแท้แบบดั้งเดิม ปรุงออกมาให้ได้รสชาติอย่างไทยแบบไม่เกรงใจฝรั่ง เพื่อให้ทุกคนที่มาเยือนโบ.ลาน ได้เข้าถึงรสแท้กับข้าวไทยอย่างถึงเครื่องมากที่สุด

และด้วยความที่อาหารแต่ละจานในแต่ละวัน ขึ้นอยู่กับวัตถุดิบสดใหม่ที่ดีที่สุดที่หาได้ตามฤดูกาลนั้นๆ ทำให้คุณไม่อาจคาดเดาได้อย่างแม่นยำเป๊ะๆ ว่าวันนี้จะได้กินเมนูอะไรบ้างที่โบ.ลาน แต่ที่แน่ๆ คือ คุณจะได้กินอาหารค่ำในแบบสำรับไทยแท้ อย่างที่เราคุ้นเคยกับการล้อมวงตักกับข้าว 3-4 อย่างแชร์กันตรงกลาง กินกับข้าวสวยร้อนๆ จานใครจานมันนั่นแหละ หรือถ้าเป็นมื้อเที่ยงก็จะมีอาหารจานเดียวให้เลือกวันละ 2-3 อย่าง อาทิ ข้าวปิ้งน้ำพริกกะปิหมูหวานและกระเทียมเจียวห่อใบตอง พร้อมต้มจืดปลาหมึกมะพร้าวอ่อน หรือจะเป็นผัดหมี่โคราชใส่ไก่เคียงส้มตำไทยอย่างโคราช ก็เข้าที แม้จะไม่มากชนิด แต่มากความอร่อยครบเครื่องแน่นอน

ที่อยู่: สุขุมวิท 53 โทร 02-260-2961, 02-260-2962 www.bolan.co.th
เปิดบริการมื้อเที่ยงวันเสาร์และวันอาทิตย์ เวลา 12.00 – 14.30 น. และมื้อค่ำ วันอังคาร – วันอาทิตย์ เวลา 18.00-01.00 น. ปิดวันจันทร์

Divana Divine Spa

สปาในเครือ Divana นั้นมีหลายแห่ง แต่ละแห่งมีความแตกต่างในรายละเอียด แต่ยึดโยงกันด้วยหัวใจหลักเดียวกันคือ บรรยากาศที่ใกล้ชิดธรรมชาติ และการบรรจงคัดสรรสารสกัดจากธรรมชาติมาเป็นส่วนผสมหลักในผลิตภัณฑ์ต่างๆ สำหรับดีวานา ดีไวน์ สปาแห่งนี้ต้อนรับเราด้วยสวนสีเขียวแสนร่มรื่นที่หลากหลายด้วยพันธุ์ไม้เขตร้อน โอบล้อมเรือนไม้ทรงไทยที่ภายในมีเหล่าเธอราปิสต์ฝีมือดี เตรียมนวดผ่อนคลาย และประทินโฉมให้เราเปลี่ยนเป็นคนใหม่ที่สดชื่นขึ้นกว่าเดิม ทั้งทางร่างกายและอารมณ์

ในบรรดาทรีตเมนต์ที่มีให้เลือกหลากหลาย หนึ่งในแพ็กเกจไฮไลท์ที่ถูกใจเราเสมอมาคือ Organic Golden Silk Royal Pampering ที่เน้นการบำรุงผิวแบบล้ำลึก โดยใช้รังไหม น้ำผึ้ง ผงไข่มุก และทานาคา เป็นส่วนผสมสำคัญในการบำรุงตั้งแต่ผิวหน้าตลอดจนผิวกาย เริ่มตั้งแต่ขั้นตอนของการสครับ นวดผ่อนคลาย และอาบน้ำนมจนผิวชุ่มชื่นและกระจ่างใส ถูกใจสกินแคร์หรือสครับตัวไหน ก็สามารถหาซื้อกลับไปดูแลตัวเองกันต่อได้ที่บ้านอีกต่างหาก

ที่อยู่: ทองหล่อ 17 สุขุมวิท 55 โทร 02-712-8986 www.divanaspa.com
เปิดบริการ วันจันทร์ – วันศุกร์ เวลา 11.00 – 23.00 น. วันเสาร์และวันอาทิตย์ เวลา 10.00 – 23.00 น.

Paintbar Bangkok

ต้องยอมรับว่าในบางอารมณ์ที่เรากำลังกินหรือดื่มเพลินๆ แล้วมีปากกากับกระดาษอยู่ใกล้มือ เป็นอดไม่ได้ที่จะต้องขีดๆ เขียนๆ ตัวหนังสือหรือรูปภาพ เพื่อระบายไอเดียที่อยู่ในหัวให้ออกมาเป็นภาพร่างบนกระดาษ ดังนั้น “เพ้นต์บาร์” จึงตอบโจทย์นี้ได้ดีที่สุด เพราะบาร์สไตล์ลอฟต์สุดเท่แห่งนี้ ไม่เพียงเสิร์ฟไวน์และเบียร์ แกล้มอาหารอร่อย แต่ยังมีแคนวาสให้คุณคนละผืน พร้อมจานสีและทีแปรงพร้อมสรรพอีกด้วย

ด้วยไอเดียของบาร์แบบเดียวกันนี้ในบอสตัน สหรัฐอเมริกา จนเกิดเป็นที่มาของการเนรมิตพื้นที่ในโครงการพิมาน 49 ให้กลายเป็นเหมือนสตูดิโอจิตรกรสุดเท่ ให้คนรักศิลปะ หรือใครก็ตามที่อยากลองเปลี่ยนไลฟ์สไตล์การกินดื่มแบบใหม่ มาวาดไปกินไป โดยทางร้านจะมีปฏิทินกิจกรรมประจำเดือนให้คนที่สนใจเข้าไปดูโปรแกรมคร่าวๆ ว่าวันนี้มีนัดชวนกันมาหัดวาดภาพอะไร จัดการลงทะเบียนให้พร้อม แล้วมานั่งวาดรูประบายสีไปด้วยกันกับเพื่อนร่วมอุดมการณ์ จิบไวน์ และกินอาหารสไตล์โฮมเมดจานเล็กๆ ไปด้วย อย่างขนมปังบรูเชตต้าป้ายกินกับตับไก่บด ก็ยิ่งทั้งอร่อย ทั้งวาดรูปสนุก แถมยังได้ผลงานติดมือกลับบ้านอีกต่างหาก


ที่อยู่: โครงการ พิมาน 49 สุขุมวิท 49 โทร 081-612-6105 www.paintbarbangkok.com
เปิดบริการวันอังคาร – วันศุกร์ เวลา 19.00 – 23.00 น. วันเสาร์และวันอาทิตย์ เวลา 13.30 – 23.00 น. ปิดวันจันทร์


Sponsored by Chalermnit Art de Maison Sukhumvit 53

Super Luxury Low-Rise Condominium ภายใต้คอนเส็ปต์ The Novel Perspectives of Luxurious Japanese-Inspired Residence หรือจิตวิญญาณแห่งการใช้ชีวิตอันละเมียดละไมของชาวญี่ปุ่น ที่หลอมรวมทั้งศาสตร์และศิลป์เข้าด้วยกันอย่างลงตัว บริษัท อารียา พรอพเพอร์ตี้ จึงหยิบเอาไอเดียดังกล่าวมาสร้างสรรค์เป็นสถาปัตยกรรมสไตล์โมเดิร์นที่เรียบง่าย ทว่าสะท้อนมุมมองใหม่ของคำว่าหรูหราไปในตัว ทั้งยังเพียบพร้อมด้วย Facilities ระดับโลก ที่คัดสรรมาเพื่อสร้างประสบการณ์พิเศษแห่งการอยู่อาศัย เช่น นวัตกรรม Automatic Parking Service ที่สะดวกสบาย เติมเต็มความผ่อนคลายให้สมบูรณ์แบบด้วย Japanese Indoor Swimming Pool ที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากศิลปะของญี่ปุ่น ที่มีเส้นสายสงบเรียบง่ายและสง่างาม รวมถึงออนเซ็นในแบบฉบับญี่ปุ่นแท้ๆ บนทำเลท่ีเงียบสงบใจกลางสุขุมวิท 53 ห่างจาก BTS ทองหล่อและทางด่วนเพียงไม่กี่นาที ราคาเร่ิมต้น 10 ล้านบาท 

ลงทะเบียนเพื่อรับ Exclusive Privilege ได้ที่ www.chalermnit.com หรือโทร. 1797

Share This Articles
Input your search keywords and press Enter.