DUBAI : จากผืนทรายสู่มหานครระฟ้า

เฉดสีเหลืองอมน้ำตาล ดูจะเป็นเฉดสีหลักของเมือง Dubai ที่ทำให้เราคิดไปว่า ผู้คนแถบนี้ช่างมีจิตวิญญาณศิลปะแทรกอยู่ในสายเลือดกันทุกคน โทนสีของบ้านเรือนในแถบตะวันออกกลางนี้ดูไปในทิศทางเดียวกันอย่างกลมกลืน อันที่จริงการสร้างเมืองในแบบนี้ วัตถุประสงค์หลักไม่ใช่เรื่องของศิลปะแต่อย่างใด แต่กลับเป็นการสร้างเพื่อให้เข้ากับสภาพแวดล้อมทะเลทรายให้มากที่สุดเท่านั้นเอง เพราะเหตุผลสำคัญจริงๆ ก็คือเวลาเกิดพายุทรายขึ้น หากสร้างบ้านเรือนด้วยเฉดสีอื่นเมื่อพายุผ่านพ้นไปเศษทรายจะทำให้อาคารสกปรกได้ง่าย ซ้ำยังทำให้ตึกดูเก่าเร็ว เสียเวลาเสียเงินในการซ่อมแซมเยอะ นั่นล่ะเป็นที่มาของการคุมโทนที่แท้จริงซึ่งนี่คือภูมิปัญญาท้องถิ่นอย่างหนึ่งที่เป็นเสน่ห์ของดินแดนอาหรับ

dubaiภาพประกอบบทความนี้ทั้งหมด ถ่ายด้วย Samsung Galaxy S7

dubai

Dubai (دبي) เป็น 1 ใน 7 รัฐของ United Arab Emirates (UAE) ที่ตั้งอยู่ริมอ่าวเปอร์เซียในแถบตะวันออกกลาง หากย้อนประวัติศาสตร์กันจริงๆ แล้วดินแดนแถบนี้มีการตั้งถิ่นฐานมาตั้งแต่ช่วง 3,000 ปีก่อนคริสตกาล แต่การกำเนิดเมืองดูไบขึ้นอย่างเป็นทางการจริงๆ นั้นถือกำเนิดราวช่วงปี ค.ศ.1833 เมื่อชนเผ่า Al Bu Falasa ที่สืบเชื้อสายมาจากทาง Abu Dhabi ต้องการที่จะตั้งถิ่นฐานครอบครองดินแดนของตัวเองจนกลายเป็นเมืองดูไบขึ้น ตลอดจนมีราชวงศ์ที่ปกครองตัวเองด้วย วิถีชีวิตของชาวดูไบดั้งเดิมนั้นเริ่มต้นด้วยการประมงและการงมหอยมุก ก่อนที่จะเข้าสู่ยุคน้ำมัน และผันตัวเองมาเป็นเมืองท่า และศูนย์กลางเศรษฐกิจของโลกแห่งหนึ่งในที่สุด ปัจจุบันดูไบเต็มไปด้วยตึกระฟ้าตลอดจนความทันสมัยมากมายจนกลายเป็นหนึ่งในมหานครชั้นนำของโลกในยุคนี้ไปแล้ว

20160316_123612

เราขับรถตระเวนตรอกซอกซอยในเมืองดูไบ แทบไม่น่าเชื่อว่าดินแดนที่เต็มไปด้วยตึกรามบ้านช่องทันสมัยนี้จะเคยเป็นผืนทะเลทรายมาก่อน ก่อนที่จะไปรู้จักเมืองอันทันสมัยที่สุดแห่งหนึ่งของโลกในยุคนี้ขอแนะนำว่าให้แวะมารู้จักรากของดูไบกันก่อนที่ Dubai Museum (متحف دبي) ซึ่งที่นี่จะเล่าเรื่องราวตั้งแต่ต้นกำเนิดดินแดนไปจนกระทั่งความรุ่งเรืองในปัจจุบัน สถานที่แห่งนี้เริ่มเล่าประวัติศาสตร์ให้เราสัมผัสตั้งแต่ยังไม่ก้าวเข้าสู่ภายใน เพราะตัวอาคารภายนอกที่เป็นที่ตั้งของพิพิธภัณฑ์นั้นก็คือ Al Fahidi Fort (حصن الفهيدي‎) อดีตป้อมปราการของเมืองที่สร้างขึ้นเมื่อปี ค.ศ.1787 ซึ่งสิ่งก่อสร้างนี้ยังถือว่าเป็นอาคารเก่าแก่ที่สุดในดูไบที่ยังหลงเหลืออยู่ในยุคปัจจุบันอีกด้วย

ส่วนพิพิธภัณฑ์จริงๆ นั้นเริ่มก่อตั้งขึ้นเมื่อปี ค.ศ.1971 ในสมัยที่ท่าน Sheikh Rashid bin Saeed Al Maktoum เป็นรองประธานาธิบดีและนายกรัฐมนตรีแห่งสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ค.ศ.1958-1990) ซึ่งเป็นยุคที่ดูไบกำลังขยายตัวจากชุมชนเล็กๆ สู่เมืองเศรษฐกิจขนาดย่อม ต่อมาในปี ค.ศ.1995 ก็ได้มีการสร้างพิพิธภัณฑ์ชั้นใต้ดินขึ้นเพิ่มเติมจากป้อมปราการเดิมจนกลายมาเป็นพิพิธภัณฑ์อย่างที่เราเห็นในปัจจุบัน

20160316_100522

20160316_100618

20160316_100811

ประวัติศาสตร์ของดูไบถูกจำลองให้เห็นภาพชัดเจนตั้งแต่ยุคเริ่มต้นตั้งรกรากในดินแดนแถบนี้ ไปจนถึงเรื่องเศรษฐกิจที่พัฒนาขึ้นจนดูไบกลายเป็นเมืองที่มั่งคั่ง แต่ห้องนิทรรศการที่โดดเด่นที่สุดที่หยุดทุกคนได้ชะงักนั้น เห็นจะเป็นโซน Dubai Museum 10, Marine ที่จัดฉากสาดแสงสีน้ำเงินไปทั่วห้อง ราวกับจะดึงเราสู่ใต้ท้องทะเล

20160316_103309

20160316_103409

ห้องนิทรรศการนี้พูดถึงเรื่องการทำประมงและการงมไข่มุก ซึ่งสองสิ่งนี้คือวิถีดั้งเดิมแรกสุดของดินแดนแถบนี้นั่นเอง เรื่องที่น่าสนใจที่สุดเห็นจะหนีไม่พ้นเรื่องของการงมไข่มุกที่มีการจำลองได้อย่างเห็นภาพ นี่คืออีกหนึ่งภูมิปัญญาท้องถิ่นของอาหรับที่มีคุณค่าทีเดียว จากหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่สืบค้นได้นั้นไข่มุกเริ่มเป็นที่รู้จักมากว่า 7,000 ปีแล้ว และว่ากันว่าชาวเอมิเรตส์นี่เองที่เป็นชนชาติแรกในการเริ่มงมหอยมุกขึ้นมาค้าขายจนกลายเป็นของมีค่าหายากและเป็นที่ต้องการอย่างมาก การงมไข่มุกของชาวอาหรับนั้นคือการดำน้ำลงไปใต้ท้องทะเลเพื่องมเอาไข่มุกจากหอยนางรมที่เติบโตตามธรรมชาติ วิธีการนี้เป็นภูมิปัญญาประจำถิ่นอาหรับที่สืบทอดกันมานานและยังคงหลงเหลือในเห็นบ้างในปัจจุบัน

ไข่มุกเป็นเศรษฐกิจดั้งเดิมของอาหรับก่อนที่จะขุดเจอน้ำมัน ในยุคก่อนไข่มุกจากอาหรับเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีชื่อเสียงระดับโลกและทำเงินได้มูลค่าสูงจนทำให้ประเทศแถบนี้รุ่งเรืองเป็นอยากมาก แต่จุดพลิกผันที่ทำให้ธุรกิจไข่มุกในแถบอาหรับต้องพังครืนลงมานั้นก็เนื่องมาจากการที่ชาวญี่ปุ่นพัฒนาฟาร์มเลี้ยงหอยมุกขึ้นมาได้ในปี ค.ศ.1888 โดยผู้ที่คิดค้นทดลองสร้างฟาร์มหอยมุกเป็นคนแรกของโลกก็คือ Mikimoto Kokichi ชาวญี่ปุ่นผู้ให้กำเนิดแบรนด์ Mikimoto อันโด่งดังนั่นเอง

20160316_101154

20160316_102556
ความสำเร็จนี้ไม่เพียงแต่ทำให้ไข่มุกญี่ปุ่นเข้ามาแย่งตลาดอาหรับได้เท่านั้น แต่มันยังขยายไปในหลายภูมิภาคทั่วโลกซึ่งก็รวมถึงเมืองไทยด้วย ไข่มุกไม่ได้กลายเป็นของหายาก มีปริมาณมากจนล้นตลาด แน่นอนว่าราคาย่อมต่ำลงเรื่อยๆ ถึงแม้ว่ามุกจากธรรมชาติจะน้ำงามกว่ามุกที่เลี้ยงในฟาร์มอยู่บ้าง แต่นั่นอาจไม่ใช่สาระสำคัญสำหรับลูกค้าในยุคปัจจุบันนัก และนี่คือจุดจบสำคัญของไข่มุกอาหรับที่เคยรุ่งเรืองในอดีต แต่จะว่าไปแล้วถ้ามองอีกด้านมันกลับกลายเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ดี เพราะนั่นเป็นผลที่ทำให้ท่าน Saeed bin Maktoum bin Rashid Al Maktoum หรือ Sheikh Saeed หนึ่งในเชื้อพระวงศ์สำคัญของดูไบต้องหากลยุทธ์ในการขับเคลื่อนประเทศใหม่ นำมาสู่การเริ่มพัฒนาเป็นเมืองท่าขนส่งสินค้าตลอดจนเริ่มค้นพบน้ำมันในปี ค.ศ.1966 นี่เองเป็นจุดเริ่มต้นของดูไบยุคใหม่กับการสร้างความมั่งคั่งให้เมืองนี้ในทุกวันนี้นั่นเอง

[su_tabs][su_tab title=”Details”]
Opening Hours: เสาร์-พฤหัสบดี 08.30-20.30 น. / ศุกร์ 14.30-20.30 น.
Admission: AED 3
Location: Dubai Museum (متحف دبي)
Al Fahidi Fort, Al Fahidi St., Bur Dubai,
Dubai, United Arab Emirates (UAE)
www.dubaiculture.gov.ae
[su_gmap width=”1600″ address=”Dubai Museum”][/su_gmap]
[/su_tab]
[/su_tabs]

20160316_112340

20160316_112355

อีกหนึ่งวิธีที่จะสามารถสัมผัสวิถีชีวิตดั้งเดิมของเมืองนี้ได้ ก็คือการล่องเรือไปตามคลองดูไบหรือที่เรียกว่า Dubai Creek ซึ่งเป็นเวิ้งน้ำเค็มขนาดใหญ่ที่เชื่อมต่อกับอ่าวเปอร์เซีย ลัดเลาะเข้าไปในแผ่นดินจนกลายเป็นแม่น้ำสายเล็กๆ ที่แบ่งเมืองออกเป็นสองฝั่ง คือฝั่งเมืองใหม่ Deira (ديرة) ที่เต็มไปด้วยตึกระฟ้าทันสมัย และฝั่งเมืองเก่า Bur Dubai (بر دبي) ที่ยังคงเป็นชุมชนเมืองเก่าอยู่เสียเป็นส่วนใหญ่

สายน้ำเส้นนี้มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ต่อดูไบมาช้านาน รวมถึงเป็นเส้นทางคมนาคมหลักสายหนึ่งของเมืองนี้ด้วย ผู้คนท้องถิ่นยังคงใช้ชีวิตสัญจรบนสายน้ำผืนนี้ การจะสัมผัส Dubai Creek ให้ได้บรรยากาศนั้นต้องลองล่องเรือ Abra (عبرة) ซึ่งเป็นเรือไม้รับจ้างแบบดั้งเดิมที่ยังคงล่องมาจนถึงปัจจุบัน หนึ่งในระยะล่องเรือยอดนิยมก็คือการล่องจากท่า Dubai Old Souq Marine Transport Station ในย่าน Al Shindagha (الشندغة‎) บนฝั่ง Bur Dubai ข้ามฝั่งไปลงยังท่า Baniyas Road ในย่าน  Al Sabkha (السبخة) บนฝั่ง Deira ระหว่างทางที่ล่องเรือเราจะเห็นบรรยากาศสองฝั่งแม่น้ำที่งดงาม พร้อมสัมผัสชีวิตผู้คนท้องถิ่นได้อย่างใกล้ชิด ค่าโดยสารเรือ Abra นี้เพียงแค่ AED 1 เท่านั้น และเมื่อขึ้นฝั่งเราก็จะพบกับชุมชนการค้าสำคัญของดูไบในย่าน Al Sabkha (السبخة) ที่เต็มไปด้วยตลาดเล็กตลาดน้อยกระจุกรวมตัวกันในชุมชนเก่าแก่ สามารถเดินลัดเลาะแต่ละตลาดได้อย่างสะดวกสบาย ตั้งแต่ตลาดเครื่องเทศ, ตลาดของกระจุกกระจิก, ไปจนถึงตลาดค้าทองคำที่ใหญ่ที่สุดในดูไบ

[su_tabs][su_tab title=”Details”]
Location: ท่าเรือ Old Souq Marine Transport Station ในย่าน Al Shindagha (الشندغة‎) บนฝั่ง Bur Dubai
[su_gmap width=”1600″ address=”Dubai Old Souq Marine Transport Station”][/su_gmap]
[/su_tab]
[/su_tabs]

[su_tabs][su_tab title=”Details”]
Location: ท่าเรือ Baniyas Road ในย่าน  Al Sabkha (السبخة) บนฝั่ง Deira
[su_gmap width=”1600″ address=”Baniyas Marine Transport Station”][/su_gmap]
[/su_tab]
[/su_tabs]

20160316_164418-2

20160316_164459-2

จากลุยน้ำเราเปลี่ยนไปลุยทะเลทรายกันบ้าง หนึ่งในกิจกรรมยอดฮิตที่ห้ามพลาดเมื่อมาดินแดนอาหรับนั้นก็คือ Desert Safari หรือการนั่งรถ 4WD ตะลุยทะเลทราย Lahbab Desert ซึ่งทะเลทรายนี้ถือเป็นส่วนหนึ่งของทะเลทรายอาหรับ (Arabian Desert) กินพื้นที่ตั้งแต่อิรัก, เยเมน, โอมาน, จอร์แดน, ไปจนถึงบริเวณอ่าวเปอร์เซียร์ที่ดูไบตั้งอยู่ อาณาบริเวณทั้งหมดนี้มีพื้นที่มากกว่า 2 ล้านตารางกิโลเมตร และถูกบันทึกไว้ว่าเป็นทะเลทรายที่ใหญ่เป็นอันดับ 4 ของโลก

ก่อนจะเริ่มตะลุยทะเลทราย คนขับรถท้องถิ่นจะพาเราไปยังฟาร์มอูฐกลางทะเลทรายกันก่อน ตรงจุดนี้จะมีการเลี้ยงอูฐไว้เป็นจำนวนมาก อูฐถือว่าเป็นเสมือนสัญลักษณ์ประจำดินแดนแห้งแล้งอย่างหนึ่งเลยก็ว่าได้ เจ้าบ้านตัวนี้เป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่ถือว่ามีความอดทนสูงมากที่สุดตัวหนึ่งของโลก เพราะมันสามารถที่จะรอนแรมกลางทะเลทรายได้แบบที่สามารถอดน้ำอดอาหารได้ยาวนานถึงสองสัปดาห์เลยทีเดียว

20160316_164842-2

แล้วกิจกรรมสุด (โคตร) มันส์ก็เริ่มต้นขึ้น!

รถ 4WD เริ่มเร่งเครื่องเข้าสู่สนามจริงโดยเริ่มตั้งแต่ทางเรียบไปจนถึงการตะกรุย Sand Dune หรือเนินทะเลทรายที่สูงและชัน การขับรถตะลุยทะเลทรายนี้เป็นกิจกรรมหลั่งอะดรีนาลีนที่น่าลองของจริง สำหรับใครที่ชอบกิจกรรม Adventure หรือชอบเที่ยวสวนสนุกเล่นเครื่องเล่นหวาดเสียวเป็นชีวิตจิตใจนั้นไม่ควรพลาดการประลองความมันส์นี้เด็ดขาด แต่สิ่งที่ประทับใจสุดๆ ก็คือการจบท้ายกิจกรรมสนุกๆ ด้วยการตะกายภูเขาทะเลทรายขึ้นไปยังยอดสูงสุดเพื่อนั่งดูพระอาทิตย์ตกดินท่ามกลางความเวิ้งว้างที่ต้องบอกว่าสวยสุดยอดไม่เหมือนที่ไหน

desert safari 02

desert safari 01

desert safari 06

[su_tabs][su_tab title=”Details”]
Location: Lahbab Desert
[su_gmap width=”1600″ address=”Lahbab, Dubai”][/su_gmap]
[/su_tab]
[/su_tabs]

20160317_145138

20160317_145315

ไฮไลท์ของดูไบอีกอย่างที่โด่งดังไปทั่วโลก คือ Palm Jumeirah เกาะรูปต้นปาล์มที่สร้างขึ้นโดยฝีมือมนุษย์ ที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก เกาะแห่งนี้เริ่มต้นสร้างตั้งแต่ปี ค.ศ.2001 เริ่มเปิดให้ผู้คนเข้าพักอาศัยได้ครั้งแรกในปี ค.ศ.2006 โครงการนี้เป็นหนึ่งในเมกะโปรเจ็คของ Nakheel ซึ่งมีรัฐบาลดูไบเป็นเจ้าของ มันถูกออกแบบโดยบริษัทสถาปนิกอเมริกาอย่าง Helman Hurley Charvat Peacock (HHCP) ซึ่งเป็นบริษัทที่มีชื่อเสียงระดับสากลที่เคยออกแบบสวนสนุกระดับโลกอย่าง Disney และ Universal Studios มาแล้ว เกาะแห่งนี้เสร็จสมบูรณ์จริงๆ ราวปี ค.ศ.2011 นอกจากคฤหาสน์หรูหราหลายพันหลังแล้วเกาะแห่งนี้ยังเป็นที่ตั้งของโรงแรมหรูกว่า 35 แห่งอีกด้วย

20160317_182212

20160317_182321

20160317_164219

โรงแรมที่มีชื่อเสียงที่สุดบนเกาะปาล์มคงต้องยกให้ ATLANTIS The Palm, Dubai ที่ตั้งอยู่ปลายสุดของเกาะ โรงแรมแห่งนี้ถือเป็นโรงแรมแห่งแรกสุดที่เปิดให้บริการตั้งแต่ปี ค.ศ.2008 สร้างขึ้นจากการหยิบเอาชื่อเมือง Atlantis อันเป็นอาณาจักรโบราณลึกลับในตำนานของนักปรัชญากรีกผู้ยิ่งใหญ่อย่างเพลโต (Plato) มาเป็นแรงบันดาลใจนั่นเอง

จากฝั่งแผ่นดินใหญ่เราสามารถนั่ง monorail ที่จะวิ่งเป็นเส้นตรงตามแนวแกนต้นปาล์มไปถึงยังปลายสุดของเกาะที่เป็นโรงแรม ATLANTIS The Palm, Dubai ได้เลย ตัวโรงแรมเป็นสถาปัตยกรรมที่ผสมผสานความเป็นตะวันตกเข้ากับอาหรับได้อย่างมีเสน่ห์ โรงแรมที่ยิ่งใหญ่ราวกับเมืองๆ หนึ่งนี้มีสิ่งน่าสนใจซ่อนอยู่มากมาย ตั้งแต่ร้านอาหารระดับโลกหลายร้าน, The Lost Chambers Aquarium พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำสุดแฟนตาซี, แต่ทีเด็ดที่เป็นไฮไลท์ที่สุดของที่นี่ก็คือสวยน้ำ ATLANTIS AQUAVENTURE WATERPARK ที่เต็มไปด้วยเครื่องเล่นสนุกๆ ไปจนถึง The Leap of Faith สไลเดอร์สุดมันส์ที่ติดอันดับโลก

[su_tabs][su_tab title=”Details”]
Location: ATLANTIS The Palm, Dubai
Crescent Road, The Palm, Dubai,
United Arab Emirates (UAE)
www.atlantisthepalm.com
[su_gmap width=”1600″ address=”ATLANTIS The Palm, Dubai”][/su_gmap]
[/su_tab]
[/su_tabs]

20160315_201634

มาถึงสิ่งที่เป็นที่สุดในโลกอีกอย่างที่ตั้งอยู่ในดูไบ และดูน่าจะเป็นแลนด์มาร์กที่โดดเด่นที่สุดแห่งหนึ่งของโลกด้วยนั่นก็คือ Burj Khalifa (برج خليفة‎,) สถาปัตยกรรมที่ได้รับการบันทึกว่าเป็นสิ่งก่อสร้างโดยฝีมือมนุษย์ที่สูงที่สุดในโลกขณะนี้ ตัวตึกนั้นมีความสูง 829.8 เมตร สร้างแล้วเสร็จในปี ค.ศ.2009 สถาปัตยกรรมอันโดดเด่นนี้ออกแบบโดย Adrian Smith แห่ง Skidmore, Owings and Merrill (SOM) บริษัทสถาปนิกชั้นนำระดับโลกที่เคยออกแบบตึกดังอย่าง Willis Tower และ One World Trade Center มาแล้วนั่นเอง

20160315_175845-2

หากใครเคยดู Mission : Impossible Ghost Protocol ภาคนี้ก็จะรู้จักความสูงของตึกนี้เป็นอย่างดี สำหรับคนที่อยากสัมผัสมุมมองระฟ้าดูบ้าง ก็สามารถขึ้นไปยังจุดชมวิวบนตึกที่ At The Top, Burj Khalifa Observation Decks บนชั้นที่ 125 ในระดับความสูง 456 เมตรได้ แต่ถ้าจะให้สูงแบบสุดๆ นั้น แนะนำให้ขึ้นต่อไปยังจุดชมวิว At The Top, Burj Khalifa Sky บนชั้นที่ 148 ที่เพิ่งเปิดไม่นานมานี้ จุดชมวิวนี้จะอยู่ที่ระดับความสูง 555 เมตร ด้านบนสามารถมองเห็นวิวของสถานที่สำคัญๆ ในมุมสูงได้หลายจุด ตั้งแต่กลุ่มหมู่เกาะที่สร้างโดยฝีมือมนุษย์อย่าง Palm Jumeirah, Palm Deira, The World ไปจนถึง Burj Al Arab Jumeirah โรงแรมทรงเรือใบที่ได้ชื่อว่าหรูหราที่สุดในโลก ช่วงเวลาที่ยอดเยี่ยมที่สุดของการชมวิวบนตึก Burj Khalifa คงหนีไม่พ้นวิวยามเย็นช่วงพระอาทิตย์ลับขอบฟ้าที่วิวด้านบนนี้สวยแปลกตาไม่เหมือนที่ไหน และจุดชมวิวที่ชั้น 148 นี้ยังได้รับการบันทึกสถิติไว้ว่านี่คือจุดชมวิวบนอาคารสูงที่สูงที่สุดในโลกอีกด้วย

[su_tabs][su_tab title=”Details”]
Opening Hours: เสาร์-พฤหัสบดี 08.30-20.30 น. / ศุกร์ 14.30-20.30 น.
Admission:
ค่าขึ้นชม At The Top, Burj Khalifa Observation Decks (ชั้น 124) :
– 08.00-15.30 น. และ 18.30-24.00 น. > AED 125
– 16.00-18.00 น. (Prime Time) > AED 200
– Anytime (Fast Track) > AED 300
ค่าขึ้นชม At The Top, Burj Khalifa Sky (ชั้น 125 และ 148) :
– 08.00-24.00 น. > AED 500
– 18.00-24.00 น. (Prime Time) > AED 350
Location: Burj Khalifa (برج خليفة‎,)
1 Mohammed Bin Rashid Boulevard,
Downtown Dubai, Dubai, United Arab Emirates (UAE)
www.burjkhalifa.ae/en/the-tower/ObservationDecks.aspx
[su_gmap width=”1600″ address=”Burj Khalifa”][/su_gmap]
[/su_tab]
[/su_tabs]

20160318_094140

20160318_102819

ทริปความประทับใจหลากเฉดสีที่มหานครดูไบในครั้งนี้ ต้องขอขอบคุณทาง Samsung ที่สร้างสรรค์ทริปดีๆ นี้ขึ้น และเปิดโอกาสให้เราได้ทดลองสุดยอดสมาร์ทโฟนรุ่นล่าสุด Samsung Galaxy S7 ที่มาพร้อมนวัตกรรมและฟีเจอร์ใหม่ๆ แถมหลายสิ่งในสมาร์ทโฟนรุ่นนี้ถูกพัฒนาขึ้นมาเป็นครั้งแรกของโลกอีกด้วย สำหรับนักเดินทางแล้วหนึ่งในฟีเจอร์สำคัญที่คำนึงถึงก็คือเรื่องการถ่ายภาพ ซึ่ง Samsung Galaxy S7 ได้พัฒนาฟังก์ชั่นนี้ให้มีประสิทธิภาพสมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น ผ่านเทคโนโลยีทันสมัยหลายอย่าง อาทิ Dual Pixel 12MP กับเทคโนโลยี Photodiodes ที่มี Dual Pixel Sensor จับโฟกัสได้รวดเร็วขึ้น แถมยังมีขนาดพิกเซลที่ใหญ่กว่าถึง 1.4 µm ทำให้ภาพละเอียดคมชัดยิ่งขึ้น ทั้งยังเพิ่มประสิทธิภาพในการถ่ายภาพตอนกลางคืนหรือช่วงที่แสงน้อยได้ดียิ่งกว่าด้วย อีกคุณสมบัติที่นักเดินทางชื่นชอบเห็นจะเป็นความสมบุกสมบันพร้อมตะลุยไปทุกทริป ซึ่งหนึ่งในการออกแบบสมาร์ทโฟนรุ่นนี้ที่กลายมาเป็นฟังก์ชั่นเด่นก็คือ Water and Dust Resistance ที่กันได้ทั้งฝุ่นและน้ำ โดย Samsung Galaxy S7 เลือกใช้วัสดุคุณภาพสูงผสานการออกแบบใส่ใจรายละเอียดที่จะปิดผนึกทุกชิ้นส่วนภายในให้มั่นคงปลอดภัยทุกสถานการณ์ สมาร์ทโฟนรุ่นนี้จึงสามารถตะลุยทะเลทรายได้สบายๆ แบบไม่ต้องกลัวฝุ่นเข้าทำให้เครื่องพัง แล้วก็ยังลงน้ำได้สบายๆ แบบที่ว่าสามารถนำมือถือลงไปถ่ายภาพใต้น้ำในความลึกที่ไม่เกิน 1.5 เมตร ได้เลยโดยไม่ต้องมีอุปกรณ์เสริมใดๆ พอขึ้นจากน้ำก็สามารถกลับมาใช้สมาร์ทโฟนได้ตามปกติทันทีอีกด้วย

ภาพทั้งหมดที่ประกอบบทความนี้ ถ่ายด้วย Samsung Galaxy S7 ที่เก็บเฉดสีในทุกรูปแบบได้อย่างสมบูรณ์แบบ ยังมีทีเด็ดอีกหลายฟังก์ชั่นที่จะช่วยให้เราเก็บภาพความประทับใจได้ยอดเยี่ยมยิ่งขึ้น ใครที่สนใจสมาร์ทโฟนที่เหมาะสำหรับนักเดินทางอย่างแท้จริงรุ่นนี้ สามารถเข้าไปศึกษาข้อมูลรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ของ Samsung Galaxy S7

นักเดินทางที่เป็นทั้งนักเขียนและช่างภาพในตัว เขียนงานให้กับสื่อต่างๆ ในเมืองไทยมากมายตั้งแต่สารคดีหนักๆ, บทสัมภาษณ์, ไปจนถึงเรื่องดีไซน์และแฟชั่น แต่ผลงานที่โดดเด่นเห็นจะเป็นบทความด้าน Food & Travel ที่เขียนถึงทั้งในเมืองไทยและต่างประเทศ โดยเฉพาะประเทศที่เขาหลงรักอย่างญี่ปุ่น

Magazine made for you.